มิลาน เปิดบ้านเฉือน โตริโน่ หวิว 1-0 พุ่งที่ 8

       การแข่งขันฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คู่ระหว่าง ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน เปิดบ้านพบกับ กระทิงหิน”โตริโน่ ที่สนาม ซาน ซิโร่ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 17 ก.พ.2020 ที่ผ่านมา

เริ่มเกมมา 20 นาที เจ้าบ้านเกือบได้ประตูออกนำจากจังหวะที่ อันเต้ เรบิช ผ่านบอลให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดีดคืนให้ ลูคัส ปาเกต้า วิ่งมากดด้วยขวาแต่ ซัลวาตอเร่ ซิริกู พุ่งปัดไว้ได้มือเดียว

ต่อมานาทีที่ 25 ปีศาจแดงดำ ลุยต่อเนื่อง ซามูเอล กาสตีเยโฆ ได้บอลหลุดขึ้นมาทางขวาก่อนเปิดไปในเขตโทษให้ อันเต้ เรบิช วิ่งเข้ามาแปด้วยขวาตุงตาข่าย เอซี มิลาน ออกนำ 1-0 พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลัง นาทีที่ 73 เจ้าถิ่นเกือบได้เพิ่ม จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า ลองสับไกหน้าเขตโทษบอลแฉลบแนวรับทีมเยือนเฉี่ยวเสาออกไปนิดเดียวเท่านั้น

จบเกม ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ กระทิงหิน โตริโน่ ไปได้แบบหวุดหวิด 1-0 เก็บชัยนัดแรกในรอบ 3 เกมหลังสุดได้สำเร็จ พร้อมขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 8 ของตาราง

       รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

      เอซี มิลาน (4-4-2) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดาวิเด้ คาลาเบรีย, ซิม่อน เคียร์, อเลสซิโอ โรมันโยลี่, เตโอ แอร์กน็องเดซ – ซามูเอล กาสตีเยโฆ ฟร้องค์ เกสซีเย่ อิสมาเอล เบนนาเซอร์ ลูคัส ปาเกต้า –  อันเต้ เรบิช – ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

      โตริโน่ (3-4-2-1) : ซัลวาตอเร่ ซิริกู – เบรเมอร์ นิโกล่าส์ เอ็นคูลู ยานโก้ – ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี ซาซ่า ลูคิช  โทมัส รินคอน คริสเตียน อันซัลดี้ – ซิโมเน่ เอเดร่า อเล็กซ์ เบเรนเกร์ – อันเดรีย เบล็อตติ

ยูเว่ บุกเสมอ มิลาน 1-1 โคปปาฯ รอบตัดเชือก นัดแรก

ฟุตบอลโคปปา อิตาเลีย  รอบรองชนะเลิศ เกมแรก ระหว่าง  เอซี มิลาน เปิดสนามจูเซปเป เมอัซซา รับการมาเยือนของ  ยูเวนตุส

สเตฟาโน ปิโอลี กุนซือเจ้าบ้าน เลือกจัดทัพมาในระบบ 4-4-1-1 โดยใช้ ฮาคาน ชัลฮาโนลู เล่นหน้าต่ำคอยทำเกมรุกร่วมกับหน้าเป้าอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ส่วนทีมเยือนของ เมาริซิโอ ซาร์รี วางหมากมาในแผน 4-3-3 ด้วยการใช้สามประสานแนวรุกในแดนหน้าเป็น ฮวน กัวดราโด้ เปาโล ดีบาลา และ คริสเตียโน โรนัลโด้

ครึ่งแรก นาทีที่ 11 มิลานได้ลุ้นจากจังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ได้ไขว้ยิงในเขตโทษ บอลหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย

ในนาทีที่ 21 มิลานได้ลุ้นอีกครั้ง ฟรองค์ เคสซี จ่ายให้ ดาวิเด ซาลาเบรีย ซัดด้วยขวาจากนอกกรอบ บอลพุ่งจะมุดเสียบใต้คาน แต่ จิอันลุยจิ บุฟฟอน นายด่านยูเวนตุส บินปัดออกไปได้

ต่อมานาที 7  มิลานมาอีกแล้ว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ได้บอลในเขตโทษฝั่งขวาก่อนจ่ายเข้ากลางให้ อันเต เรบิช กดด้วยขวาเน้นๆ แต่ยังไม่ผ่าน จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา จอมหนึบของมิลาน จบครึ่งแรก เอซี มิลาน ยังเสมอ ยูเวนตุส 0-0

ครึ่งหลัง กระทั่งนาทีที่ 61 มิลาน ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ ซามู คาสติเยโฆ เปิดบอลจากแนวลึกเข้าเขตโทษ บอลเลยไปถึง อันเต เรบิช โฉบมาแปเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงาม

มานาทีที่ 71 มิลาน ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ เตโอ เอร์นันเดซ ที่มีใบเหลืองติดตัวก่อนหน้านี้ ไปฟาวล์หนักใส่ เปาโล ดีบาลา ผู้ตัดสินไม่รอช้าควักใบเหลืองที่สองตามด้วยใบแดงไล่ เอร์นันเดซ ออกจากสนาม

เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 90+1 ยูเวนตุส ได้จุดโทษจากจังหวะที่ คริสเตียโน โรนัลโด ตีลังกายิงไปโดนแขน ดาวิเด ซาลาเบรีย ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์ก่อนให้จุดโทษทันที และเป็น คริสเตียโนโรนัลโด รับหน้าที่สังหารไม่พลาดพา ยูเวนตุส ตีเมสอ 1-1

หมดเวลา เอซี มิลาน เสมอ ยูเวนตุส 1-1 ต้องไปลุ้นต่อนัดสอง ที่บ้านของยูเวนตุส ในวันที่ 4 มีนาคมนี้2020

เอริกเซน เปิดใจถึงเกมมิลานดาร์บี้ครั้งแรกของตน สนุกกว่าลีกผู้ดี

       คริสเตียน เอริกเซนกองทัพของ งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน เผยความรู้สึกหลังผ่านเกมซูเปอร์ดาร์บีแมตช์ประจำเมืองกับ เอซี มิลาน ที่จบลงด้วยชัยชนะเหนือต่อกร 4-2 เมื่อคืนก่อนว่าบรรยากาศเจ๋งกว่าในลีกอังกฤษอีก

มันคือเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากอย่างแท้จริง แข้งโคนมพูดถึงเกมดาร์บี้ เดลลา มาดอนนีนา

ครึ่งแรกฟอร์มของฝ่ายเราแย่จนผมนี่น้ำตาร่วง แต่สุดท้ายก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้อย่างยิ่งใหญ่ นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ดาร์บี้แมตช์อันทรงเกียรตินี้มีความพิเศษสุดๆ อดีตแข้งท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ พูด

แฟนบอลเองก็เตรียมตัวกันมาพร้อมมาก ราวกับมันเป็นอีเวนท์ใหญ่ประจำปีเลยทีเดียว ทุกคนที่เข้ามาชมเกมในสนามแข่งจะต้องจดจำบรรยากาศเอาไว้ได้ตลอดชีวิตแน่นอนเลยทีเดียว

เรื่องการแปลอักษรภาพและกองเชียร์ที่ทุกคนบนอัฒจรรย์ตั้งใจทำกันเนี่ย เป็นอะไรที่พีกสุดจนผมรู้สึกว่าเจ๋งกว่า ​ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นไม่อนุญาตให้ทำได้ในสนามแข่ง

ตอนสุดท้ายผมสัมผัสได้ว่ากองเชียร์ทุกคนกำลังหนุนหลังนักเตะอยู่จากใจจริง ตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินลงจากรถบัสเข้าสู่ห้องแต่งตัวเลย กองเชียร์ปรบมือส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องสนั่นหวั่นไหวแบบไม่มีหยุด ขอบคุณที่ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของเกมในคราวนี้

เกียบผ่าย อินเตอร์ฯ ไล่ท้ายเกมพลิกกระน่ำแซงเบียด มิลานขึ้นนำจ่าฝุง

         การประลอง ฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ระหว่างคู่  อินเตอร์ มิลาน พบกับ  เอซี มิลาน ที่สนาม จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 ก.พ. 2020

เริ่มเกมมาเพียงแค่นาทีเดียว ทีมเยือนได้โอกาสก่อนจากจังหวะที่ ซามูเอล กาสตีเยโฆ เปิดบอลไปในเขตโทษ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เอี้ยวตัววอลเลย์ข้ามคานออกไปนิดเดียว

นาที8 เอซี มิลาน ได้ลุ้นต่อเนื่อง ฮาคาน ชาลาโนกลู มิดฟิลด์ทีมชาติตุรกี ได้สบช่องซัดด้วยขวาระยะ 20 หลา บอลพุ่งผ่านมือ ดานิเอเล่ ปาเดลลี่ ไปแล้วแต่ชนเสากระดอนออกมา

นาที 40 ทีมเยือนยังทำได้ดีกว่า ซามูเอล กาสตีเยโฆ เปิดบอลโด่งไปในเขตโทษ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ขึ้นโหม่งบอลไปเข้าทาง อันเต เรบิช ซัดตุงตาข่าย เอซี มิลาน ออกนำ 1-0

นาที 45 จากลูกเตะมุมเปิดยาวมา ฟร้องค์ เกสซีเย่ ยิงไม่ดีแต่บอลเลยไปเข้าทาง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช โขกจ่อๆ ผ่านตัว ดานิเอเล่ ปาเดลลี่ ตุงตาข่าย เอซี มิลาน หนีเป็น 2-0 พร้อมหมดครึ่งด้วยสกอร์นี้

ต่อมาครึ่งหลัง นาทีที่ 51 เจ้าถิ่นไล่มาเป็น 1-2 มาร์เซโล่ โบรโซวิช วิ่งเข้ากดเต็มข้อด้วยซ้ายหน้าเขตโทษบอลพุ่งผ่านมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เสียบเสาเข้าไปสุดสวย

2นาทีต่อมา  ได้ใจต่อเนื่อง อเล็กซิส ซานเชซ หลุดกับดักล้ำหน้าดวลกับ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ก่อนไหลคืนให้ มาติอัส เวซิโน่ ยิงเข้าตาข่ายไม่เหลือ อินเตอร์ มิลาน ตามตีเสมอ 2-2

นาที 70 มาได้ลูกเตะมุม อันโตนิโอ คันเดรว่า เปิดไปเสาแรก สเตฟาน เดอ ฟราย ทิ้งตัวโหม่งเปลี่ยนทางบอลย้อยเสียบเสาสองเข้าไป อินเตอร์ มิลาน แซง ขึ้นนำ 3-2

ทดเวลาเจ็บ ทีมเจ้าบ้านมาได้ประตูย้ำชัยจากจังหวะที่ วิคเตอร์ โมเสส ตัวสำรองลากบอลขึ้นทางขวาก่อนเปิดไปหน้าประตู โรเมลู ลูกากู โขกตุงตาข่ายไม่เหลือ อินเตอร์ มิลาน นำห่าง 4-2

จบเกม  อินเตอร์ มิลาน พลิกแซงเอาชนะ เอซี มิลาน 4-2 เก็บสามแต้มสุดล้ำค่า มีแต้มเท่ากับ ยูเวนตุส 54 คะแนน แต่แซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า

        ชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ดานิเอเล่ ปาเดลลี่ – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, มิลาน สคริเนียร์ – อันโตนิโอ คันเดรว่า, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, มาติอัส เวซิโน่, แอชลี่ย์ ยัง – อเล็กซิส ซานเชซ, โรเมลู ลูกากู
เอซี มิลาน (4-4-2) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อันเดรีย คอนติ, ซิมง เคียร์, อเลสซิโอ โรมันโญลี่, เตโอ แอร์กน็องเดซ – ซามูเอล กาสตีเยโฆ, ฟร้องค์ เกสซีเย่, อิสมาเอล เบนนาเซอร์, อันเต เรบิช – ฮาคาน ชาลาโนกลู, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช